New-Like
Article

ปิดการขายแบบเหนือชั้น: เทคนิค Retargeting ที่ทำให้ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำ!

ปิดการขายแบบเหนือชั้น: เทคนิค Retargeting ที่ทำให้ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำ!

ทำไมต้อง Retargeting? เมื่อลูกค้าที่เกือบจะซื้อ คือลูกค้าทองคำที่รอคุณอยู่

ในโลกการตลาดออนไลน์ที่แข่งขันสูง การหาลูกค้าใหม่ให้เข้ามาชมเว็บไซต์หรือเพจของคุณนั้นยากและมีค่าใช้จ่ายสูง แต่คุณรู้ไหมว่า มีกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพสูงที่สุดซ่อนอยู่ในกลุ่มคนที่เคยเข้ามาดูสินค้าหรือบริการของคุณแล้ว แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อ? กลุ่มนี้แหละ คือกลุ่มเป้าหมายชั้นดีสำหรับการทำ Retargeting หรือการตลาดแบบตามติด!

Retargeting คือกลยุทธ์การแสดงโฆษณาซ้ำๆ ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ของคุณมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าชมเว็บไซต์, ดูสินค้าแต่ไม่ได้ซื้อ, หรือแม้แต่เคยซื้อไปแล้วแต่เป็นเวลานาน เทคนิคนี้มีประสิทธิภาพอย่างมากในการสร้างการรับรู้, กระตุ้นความสนใจ, และสุดท้ายคือการผลักดันให้เกิดการตัดสินใจซื้อซ้ำ ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายและสร้างความภักดีต่อแบรนด์ได้เป็นอย่างดี

Retargeting ทำงานอย่างไร? ปลดล็อกพลังของ 'ความคุ้นเคย'

หลักการพื้นฐานของ Retargeting คือการใช้ 'คุกกี้' (Cookies) ที่ถูกติดตั้งไว้บนเบราว์เซอร์ของผู้เข้าชม เมื่อมีคนเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณ คุกกี้นี้จะบันทึกข้อมูลการเข้าชม จากนั้นเมื่อคุณตั้งค่าแคมเปญ Retargeting ระบบก็จะสามารถระบุตัวตนของผู้ที่เคยเข้าชม และแสดงโฆษณาของคุณให้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น Facebook, Instagram, หรือแม้แต่บนเว็บไซต์อื่นๆ ที่เป็นเครือข่ายของผู้ให้บริการโฆษณา

ทำไมวิธีนี้ถึงได้ผล?

  • สร้างความคุ้นเคย (Familiarity): การเห็นแบรนด์ของคุณซ้ำๆ ช่วยสร้างความคุ้นเคยและความน่าเชื่อถือ ทำให้ลูกค้าจดจำคุณได้ง่ายขึ้น
  • กระตุ้นการตัดสินใจ (Nudge to Action): ลูกค้าที่เคยสนใจสินค้าของคุณ อาจต้องการเพียงแรงกระตุ้นเล็กน้อยเพื่อตัดสินใจซื้อ Retargeting ทำหน้าที่นี้ได้ดี โดยการเสนอส่วนลดพิเศษ, การแจ้งเตือนสินค้าที่ยังอยู่ในตะกร้า, หรือรีวิวจากลูกค้าจริง
  • เพิ่ม ROI (Return on Investment): โดยทั่วไปแล้ว แคมเปญ Retargeting มักมีประสิทธิภาพในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนสูงกว่าแคมเปญที่เน้นหาลูกค้าใหม่ เพราะกลุ่มเป้าหมายมีความสนใจในสินค้าของคุณอยู่แล้ว

กลยุทธ์ Retargeting สุดเจ๋ง ที่ไม่ใช่แค่การแสดงโฆษณาซ้ำๆ

การทำ Retargeting ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่การยิงแอดเดิมๆ ไปหาทุกคนที่เคยเข้าเว็บ แต่ต้องมีการวางแผนและแบ่งกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน:

1. Retargeting ตามพฤติกรรม (Behavioral Retargeting)

แบ่งกลุ่มผู้เข้าชมตามพฤติกรรมที่พวกเขาทำบนเว็บไซต์ของคุณ:

  • ผู้ที่ดูสินค้าแต่ไม่ซื้อ: แสดงโฆษณาสินค้านั้นๆ อีกครั้ง พร้อมอาจเสนอส่วนลดเล็กน้อย หรือแสดงสินค้าที่เกี่ยวข้อง
  • ผู้ที่เพิ่มสินค้าลงในตะกร้าแต่ไม่ชำระเงิน: นี่คือกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มจะซื้อสูงที่สุด! แจ้งเตือนให้พวกเขากลับมาดำเนินการชำระเงิน อาจเพิ่มตัวเลือกการชำระเงินที่สะดวกขึ้น หรือเน้นย้ำถึงประโยชน์ของสินค้า
  • ผู้ที่เคยซื้อสินค้าไปแล้ว: แสดงสินค้าใหม่ที่เกี่ยวข้อง, สินค้าที่อาจต้องใช้คู่กัน, หรือเสนอโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าเก่าเพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำ
  • ผู้ที่เข้าชมหน้าใดหน้าหนึ่งนานๆ: อาจแสดงโฆษณาที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ หรือโปรโมชั่นพิเศษสำหรับหน้านั้น

2. Retargeting ตามการมีส่วนร่วม (Engagement Retargeting)

เน้นกลุ่มเป้าหมายที่มีการโต้ตอบกับโซเชียลมีเดียของคุณ:

  • ผู้ที่กดไลก์, คอมเมนต์, แชร์ โพสต์ของคุณ: พวกเขามีความสนใจในแบรนด์ของคุณแน่นอน แสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับโพสต์นั้นๆ หรือโพสต์ใหม่ที่น่าสนใจ
  • ผู้ที่ดูวิดีโอของคุณจนจบ: แสดงโฆษณาที่ต่อยอดจากเนื้อหาวิดีโอ หรือเสนอสินค้า/บริการที่กล่าวถึงในวิดีโอ
  • ผู้ที่เคยส่งข้อความหาคุณ: แสดงโฆษณาที่ตอบคำถามที่พบบ่อย หรือนำเสนอโซลูชันที่ตรงกับปัญหาที่พวกเขาเคยสอบถาม

3. Dynamic Retargeting: โฆษณาที่ปรับเปลี่ยนตามผู้ดู

นี่คือสุดยอดของการ Retargeting! ระบบจะดึงข้อมูลสินค้าที่ผู้ใช้เคยดูหรือเพิ่มลงในตะกร้า มาแสดงในรูปแบบโฆษณาโดยอัตโนมัติ ทำให้ลูกค้าเห็นสินค้าที่ตรงกับความต้องการจริงๆ ของพวกเขา เพิ่มโอกาสในการคลิกและซื้อได้อย่างมหาศาล

สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Retargeting

จากการศึกษาพบว่า:

  • ผู้บริโภคที่ถูก Retargeting มีแนวโน้มที่จะคลิกโฆษณามากกว่า 400% เมื่อเทียบกับผู้บริโภคทั่วไป
  • การทำ Retargeting สามารถเพิ่มอัตราการแปลง (Conversion Rate) ได้สูงถึง 200%
  • 70% ของนักการตลาดที่ใช้ Retargeting รายงานว่ามีผลลัพธ์ที่ดีกว่าการทำแคมเปญทั่วไป

ตัวอย่าง Case Study ที่เห็นผลชัดเจนคือ แบรนด์เสื้อผ้าออนไลน์แห่งหนึ่ง ใช้ Dynamic Retargeting เพื่อแสดงสินค้าที่ลูกค้าเคยดู หรือสินค้าในตะกร้าที่ยังไม่ได้ชำระเงิน ผลลัพธ์คือ ยอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 150% ภายใน 3 เดือน และอัตราการกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้ากลุ่มนี้สูงกว่ากลุ่มเป้าหมายทั่วไปถึง 3 เท่า

เครื่องมือช่วยให้ Retargeting ของคุณปัง!

การทำ Retargeting ที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการแคมเปญ, การวิเคราะห์ข้อมูล, และการเพิ่มประสิทธิภาพต่างๆ เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถ:

  • สร้างกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
  • ออกแบบโฆษณาที่ดึงดูดและตรงใจ
  • ติดตามผลลัพธ์และปรับปรุงแคมเปญได้ตลอดเวลา

สำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายฐานลูกค้า, เพิ่มการมองเห็น, หรือกระตุ้นยอดขายบนโซเชียลมีเดีย การใช้บริการจาก SMM Panel ที่น่าเชื่อถือก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะช่วยให้คุณสามารถเพิ่มจำนวนผู้ติดตาม, ไลค์, วิว, หรือคอมเมนต์ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ทำให้การทำ Retargeting มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แพลตฟอร์มอย่าง New-Like.com ให้บริการครบวงจรในส่วนนี้ คุณสามารถใช้บริการเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับการตลาดออนไลน์ของคุณได้

สรุป

Retargeting ไม่ใช่แค่เทคนิคสำหรับบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้น แต่เป็นกลยุทธ์ที่ทุกธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเพิ่มยอดขายและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าได้ การเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า, การแบ่งกลุ่มเป้าหมายอย่างชาญฉลาด, และการใช้เครื่องมือที่เหมาะสม คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

พร้อมแล้วหรือยังที่จะเปลี่ยนผู้เข้าชมที่น่าสงสัย ให้กลายเป็นลูกค้าที่ภักดี? เริ่มต้นเพิ่มยอดโซเชียลของคุณวันนี้ที่ New-Like.com!